เลือกตั้ง 2562 : ชำแหละนโยบาย 9 พรรค LGBTQ จะได้อะไร?

11:15 20 มีนาคม 2562 341
เลือกตั้ง 2562 : ส่องนโยบาย "สิทธิเท่าเทียมทางเพศ" 9 พรรคการเมือง หากได้เป็นรัฐบาล กลุ่ม LGBTQ จะได้อะไร?

ปัจจุบันนี้ คนหันมาให้ความสนใจในเรื่องสิทธิ ความเท่าเทียมทางเพศมากขึ้น ขณะที่ กลุ่ม LGBTQ (Lesbian-Gay-Bisexual-Transgender-Queer) ได้เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป แต่ในมุมของกฎหมายยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่หลายประการ

 

 

สำหรับการเลือกตั้ง 2562 ครั้งนี้ แต่ละพรรคได้ออกนโยบายทลายกรอบเพศสภาพ เปิดกว้างให้แสดงออกมากขึ้น โดยให้ LGBTQ เป็นตัวแทนของพรรคลงสมัคร ส.ส. รวมทั้ง ยกให้เป็นแคนดิเคตนายกรัฐมนตรีข้ามเพศของประเทศด้วย

 

 

เราลองมาดูกันว่า นโยบายทลายเพศสภาพที่ไม่ใช่แค่ LGBTQ  แต่ยังรวมไปถึงชายหญิง จะต้องมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันด้วยนั้น นโยบายของแต่ละพรรค จะมีอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง

 

 

 

 

- พรรคอนาคตใหม่ -

 

 

เริ่มกันที่พรรคอนาคตใหม่ โดยครูธัญ "ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์" ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าและเบื้องหลังของวงการบันเทิง ได้พรีเซนต์นโยบายความหลากหลายทางเพศของพรรคว่า จะมีการผลักดันการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา  1448 โดยจะให้ยกเลิกการใช้คำว่า “ชาย” และ “หญิง” และให้ใช้คำว่า “บุคคล” เพื่อนำไปสู่สิทธิในการสมรสที่เท่าเทียมโดยแท้จริง

 

 

นอกจากนี้ ยังเสนอนโยบายปรับเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาที่ผลิตซ้ำอคติต่อกลุ่มหลากหลายทางเพศ เพื่อให้เยาวชนรุ่นใหม่มีความเข้าใจเรื่องเพศและความหลากหลายทางเพศที่ถูกต้อง รวมทั้ง จะมีการให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำงานเกี่ยวกับกลุ่มคนหลากหลายทางเพศและสร้างความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางเพศกับสังคมส่วนรวมอีกด้วย

 

 

อย่างไรก็ตาม ครูธัญ มองว่า สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ การสร้างความเข้าใจกับสังคม เนื่องจากกลุ่ม LGBTQ มักพบปัญหาว่าด้วยการเปิดเผยตัวตนในสังคม ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่นำไปสู่การทำร้ายตัวเอง

 

 

 

 

- พรรคมหาชน -

 

 

เรียกได้ว่า วินาทีนี้ไม่มีใครไม่รู้จักเธอ! "พอลลีน" พาลินี งามพริ้ง ประธานยุทธศาสตร์พรรคมหาชน จากกระบอกเสียงของผู้หญิงข้ามเพศ สู่ ผู้ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีข้ามเพศคนแรก ก่อนหน้านี้ พอลลีน ได้เป็นกระบอกเสียงในการขับเคลื่อนสิทธิ เสรีภาพ ของผู้หญิงข้ามเพศ กระทั่ง ถูกชักชวนให้เข้ามาร่วมในพรรคมหาชน เพื่อผลักดันนโยบาย “Diversity is Thailand Pride” ชูแนวคิดว่าความหลากหลายทางเพศ ชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมือง คือ ความภาคภูมิใจของประเทศไทย มุ่งเน้นให้เกิดการรับรองและคุ้มครองทั้งมิติกฎหมายและนโยบาย โดยมุ่งเน้นการจัดการงบประมาณตามรัฐธรรมนูญที่คำนึงถึงอัตลักษณ์บุคคล เช่น gender responsive budgeting เพื่อสร้างหลักประกันการผลักดันนโยบายสู่การปฏิบัติที่เป็นจริง

 

 

อีกทั้ง ยังจะผลักดันให้มีกฎหมายรองรับเรื่องคำนำหน้านาม และให้การระบุเพศเป็นสิทธิที่สามารถกำหนดได้ตามเจตจำนงค์ของบุคคล ซึ่งในขณะนี้กลุ่มบุคคลข้ามเพศมักประสบปัญหาจากการที่คำนำหน้านามไม่ตรงกับเพศสภาพอยู่เสมอ ซึ่งการมีกฎหมายรับรองเพศที่ให้สิทธิบุคคลในการระบุเพศจึงถือเป็นวาระสำคัญ

 

 

ขณะที่ เรื่องสิทธิของกลุ่มหลากหลายทางเพศนั้น จะสนับสนุนด้านเสรีภาพในการตั้งครอบครัว โดยเสนอว่าจะต้องมีกฎหมายสมรสเพื่อความเท่าเทียม ที่ให้สิทธิครอบคลุมถึงการรับบุตรบุญธรรม และการใช้เทคโนโลยีช่วยตั้งครรภ์

 

 

นอกจากนี้ พรรคมหาชนยังเสนอนโยบายการท่องเที่ยว “Travel with Pride” ชูแนวคิดกระตุ้นเศรษฐกิจโดยส่งเสริมตลาดท่องเที่ยวที่หลากหลาย ยกระดับให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวที่ส่งเสริมความภาคภูมิใจ เชื้อชาติ และความหลากหลายทางเพศ โดยใช้กีฬา สันทนาการ และการจัดประชุมสัมมนาเป็นจุดเด่น

 

 

 

 

- พรรคเพื่อชาติ -

 

 

ด้าน ตัวแทนจากพรรคเพื่อชาติ “ป๊อป-สุไพรพล ช่วยชู" เสนอนโยบาย ผลักดันให้สมรสได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และให้สิทธิรับมรดก หรือการมีอำนาจตามกฎหมายในยามเจ็บป่วย เช่น การเซ็นต์ยินยอม เมื่อคู่ชีวิตต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล

 

 

ขณะเดียวกัน จะจัดศูนย์เพื่อสร้างความเข้าใจระหว่างกลุ่ม LGBTQ และผู้ที่ไม่ใช่ LGBTQ ให้มีโครงสร้างระดับชาติ ให้มีความเป็นนิติบุคคล มีงบประมาณที่เพียงพอกับกลุ่ม LGBTQ นำมาศึกษาร่วมกัน เพื่อทำความเข้าใจและลดอคติระหว่างกัน ไม่มีค่าใช้จ่ายในส่วนบุคคล

 

 

นอกจากนี้ จะมีการตั้งบ้านพักฉุกเฉินสำหรับผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ หรือพบเจอความรุนแรง  เช่น ถูกไล่ออกจากบ้าน เป็นต้น

 

 

 

 

- พรรคประชาธิปัตย์ -

 

 

ตัวแทนคนรุ่นใหม่แห่งพรรคประชาธิปัตย์ "ไอติม-พริษฏ์ วัชรสินธุ" ประกาศเดินหน้าผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายเพื่อสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ เนื่องจากคู่รัก LGBTQ ยังไม่มีโอกาสเข้าถึงสิทธิร่วมกัน เช่น สิทธิค่ารักษาพยาบาล สิทธิในการเลี้ยงดูบุตร บุญธรรม หรือสิทธิในการกู้ร่วม เป็นต้น ซึ่งปัญหานี้สามารถแก้ได้ด้วยการแก้ไขที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เปลี่ยนให้การสมรส เป็นเรื่องของคนสองคนแทนโดยไม่ต้องจำกัดเพศ และไม่จำเป็นต้องร่าง พ.ร.บ.คู่ชีวิต

 

 

 

 

- พรรคเพื่อไทย -

 

 

ขณะที่ “ลดาวัลลิ์ วงศ์ศรีวงศ์” โฆษกพรรคเพื่อไทย ชูนโยบายให้สิทธิและความเท่าเทียมทางเพศกับทุกกลุ่ม โดยเห็นว่าการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เป็นวาระแห่งชาติ ไม่ว่า ชาย หญิง หรือ LGBTQ ต้องได้รับการพัฒนาอย่างเท่าเทียมกัน

 

 

 

 

- พรรคพลังท้องถิ่นไท -

 

 

โฆษกพรรคพลังท้องถิ่นไท “ชื่นชอบ คงอุดม"  เน้นการสร้าง LGBTQ model ต้องการให้ประเทศไทยเป็นเซนเตอร์ของ LGBTQ โลก ส่งเสริมให้เข้าถึงสิทธิของตัวเอง เช่น การรักษาโรค การทำประกัน การเข้าถึงการสมัครงานแบบไร้ข้อจำกัด นอกจากนี้ยังจะให้มีการพัฒนากฎหมายให้คู่รัก LGBTQ มีสิทธิเท่าเทียมกันกับคู่รักต่างเพศในฐานะคู่สมรส

 

 

 

 

- พรรคไทยศรีวิไลย์ -

 

 

“มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์” หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ได้เสนอนโยบายผลักดันให้ข้าราชการ สามารถแต่งตัวตามเพศสภาวะได้ในเวลาทำงาน สามารถเข้ารับราชการ รัฐวิสาหกิจ เอกชน ได้โดยเปิดเผย สามารถเปลี่ยนคำนำหน้านามใบบัตรประชาชน ใบขับขี่ พาสสปอร์ต อาทิ นายเป็นนางสาว นางสาวเป็นนาย ตามเพศสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

 

 

รวมทั้ง ต้องการขจัดการเลือกปฏิบัติในระบบประกันสุขภาพ โดยหมอจะต้องให้คำปรึกษาและแนวทางการรักษาสุขภาพของกลุ่ม LGBT และสนับสนุนให้มีการรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมจิตอาสาหรือกิจกรรมเพื่อสังคม

 

 

นอกจากนี้ พรรคยังสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.การจดทะเบียนคู่ชีวิต ซึ่งมีสาระสำคัญคือ เพื่อช่วยให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ต้องการอยู่ร่วมกัน สามารถดูแลกันได้ดีขึ้น ทั้งครอบคลุมประเด็นทรัพย์สินต่างๆ ที่ 2 ฝ่ายร่วมกันสร้างหลังใช้ชีวิตคู่

 

 

 

 

- พรรคเสรีรวมไทย -

 

 

นพ.เรวัติ วิศรุตเวช รองหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย มองว่า จุดยืนสิทธิเสรีภาพควรเท่าเทียมกันทุกคน การที่จะรักใจชอบใคร ควรเป็นสิทธิ์ส่วนบุคคล ที่สังคมต้องยอมรับได้ และอยู่ร่วมกันในสังคมได้ ส่งเสริม สนับสนุนทุกคนในทุกมิติ ควรได้รับแก้ไข ทั้งในเรื่องสังคม และเรื่องกฎหมาย โดยนโยบายของทางพรรคเสนอเพียงแค่ว่าให้มี พ.ร.บ.คู่ชีวิตและใช้ไปก่อน เมื่อถึงเวลาจึงจะแก้กฎหมายให้ได้สิทธิครอบคลุมทั้งหมด

 

 

 

 

- พรรคสามัญชน -

 

 

ส่วน พรรคสามัญชน เสนอว่า จะมีการแก้ไขกฎหมายสมรสเพื่อให้กลุ่ม LGBTQ สามารถจดทะเบียนได้และได้รับสิทธิในการตั้งครอบครัวอย่างเท่าเทียม และจะจัดสวัสดิการสังคมและการรักษาพยาบาลเพื่อการมีชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีของบุคคลข้ามเพศ

 

 

นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการลาเพื่อการรักษาร่างกาย จิตใจ และการข้ามเพศ เพิ่มเพดานวันลาเพื่อการตั้งครรภ์และลาคลอด 365 วัน ครอบคลุมทั้งชาย หญิง และทุกเพศสภาพ โดยได้รับค่าจ้างปกติ เพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้ง การทำงานทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนคำนำหน้านาม ให้สิทธิกับบุคคลในการระบุเพศไว้ด้วย

 

 

 

 

รู้หรือไม่? ประเทศไทยมี ก.ม.ความเท่าเทียมทางเพศแล้ว

 

ก่อนหน้านี้ ประเทศไทยได้แก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับความเท่าเทียมทางเพศ เช่น การปรับปรุงแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา โดยได้เพิ่มนิยามคำว่า "กระทำชำเรา" ในมาตรา 276 ให้ครอบคลุมถึง "การใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำกระทำกับอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น หรือการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศหรือทวารหนักของผู้อื่น" ซึ่งเป็นการคุ้มครองทั้งผู้ชายและผู้หญิงจากการถูกกระทำชำเรา เพราะความในกฎหมายฉบับเดิมคุ้มครองเฉพาะผู้หญิงที่ถูกผู้ชายกระทำเท่านั้น

 

 

ต่อมา จึงได้มีการเพิกถอนคำว่า "เป็นโรคจิตถาวร" ในใบรับรองผลการตรวจเลือกทหารกองเกิน (สด. 43), ใบสำคัญสำหรับคนจำพวกที่ 4 (สด.5) และใบสำคัญให้รับราชการทหาร (สด.9) ของบุคคลที่ยังไม่ผ่าตัดแปลงเพศ แต่มีการเสริมหน้าอก เนื่องจากคำดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย

 

 

ทั้งนี้ กระทรวงกลาโหมจึงแก้ข้อความในพระราชบัญญัติราชการทหาร พ.ศ. 2497 เป็น "ภาวะเพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด" แทน เพื่อแสดงให้เห็นว่าบุคคลดังกล่าวไม่อาจเข้ารับราชการทหารได้ตามที่กฎหมายกำหนดต่อไป

 

 

 

 

นอกจากนี้ ได้มีการประกาศพระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 คุ้มครอง "บุคคลที่มีการแสดงออกที่แตกต่างจากเพศโดยกำเนิด" จากการถูกเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้บุคคลผู้เสียหายมีสิทธิยื่นคำร้อง เพื่อดำเนินการระงับและป้องกันการเลือกปฏิบัติ รวมทั้งการชดเชยและเยียวยา


และที่มีการพูดถึงกันอย่างมากในทุกเวทีของการเสวนากลุ่ม LGBTQ นั่นคือ "ร่างพระราชบัญญัติคู่ชีวิต" เพื่อเปิดทางให้คู่ครองเพศเดียวกัน สามารถสมรสกันอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ดูเหมือนว่าร่างกฎหมายนี้ จะถูกวิจารณ์ในหลายเรื่องที่ยังไม่สามารถสร้างความเท่าเทียมได้อย่างแท้จริง เพราะกฎหมายจะรองรับความสัมพันธ์ของบุคคลเพศเดียวกันในรูปแบบ “คู่ชีวิต” (Civil union) ไม่ใช่ “การสมรส” (Same-sex marriage) ดังนั้น สิทธิจึงยังมีไม่เท่าเทียมคู่สมรสชายหญิงนั่นเอง